Crypto Verse

คัดสเปกเงินล้านเทรด Bitcoin “ปกป้อง” หรือ “ปิดกั้น”

คัดสเปกเงินล้านเทรด Bitcoin “ปกป้อง” หรือ “ปิดกั้น”

 

 

คัดสเปกเงินล้านเทรด Bitcoin “ปกป้อง” หรือ “ปิดกั้น” 

     ประเด็นที่ร้อนแรงและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเดือดในสัปดาห์ที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นการเปิดรับฟังความคิดเห็นคุณสมบัตินักลงทุนคริปโทเคอร์เรนซี (cryptocurrency) โดยเฉพาะเกณฑ์รายได้ 1 ล้านบาท (ยังไม่บังคับใช้ เป็นเพียงร่างเกณฑ์) 

สาระของเฮียริ่งรอบนี้กระทบกับประชาชนชาวกุ้งฝอยเต็มๆ และกระทบในวงกว้างกว่าเมื่อเทียบกับเฮียริ่งก่อนหน้านั้น ทั้งไลเซนส์คริปโตคัสโตเดียนรวมถึงแนวคิดแบนไพรเวซีคอยน์ที่กระทบค่อนข้างจำกัด       

ทันทีที่ประกาศถูกเผยแพร่ก็เกิดปรากฎการณ์ “กุ้งเต้น” กันเต็มฟีด! ทั้งในเฟซบุ๊กเพจ,เฟซบุ๊ก กลุ่ม,เทเลแกรม,ไลน์โอเพ่นแชทและคลับเฮ้าส์ในคอมมูนิตี้ของนักลงทุนคริปโทฯ พร้อมกับคำถามมากมายที่พรั่งพรู โดยเฉพาะประเด็นตัดพ้อที่ว่า เกณฑ์ใหม่นี้เหมือนจะต้องการจำกัดเสรีภาพในการลงทุนของพวกเขาหรือเปล่า

ซึ่งหากมองในมุม ก.ล.ต.บทบาทของหน่วยงานกำกับที่จะต้องปกป้องและคุ้มครองผู้ลงทุนโดยเฉพาะสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโทเคอร์เรนซี นวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ผันผวนสูงการลงทุนจึงต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจและความสามารถในการรับความเสี่ยงสูงได้ด้วย

 ภาพที่เกิดขึ้นช่วงต้นปีคือเมื่อราคาบิตคอยน์แตะ 1 ล้านบาท การโหมรายงานข่าวของสื่อมวลชนทุกแขนง, การทำการตลาดของผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัล ผสมกับความไวของโลกออนไลน์ในการแชร์ข้อมูลข่าวสาร เป็นปัจจัยดึงดูดให้ประชาชนทั่วไปเริ่มหันมาให้ความสนใจกับบิตคอยน์มากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าขยายวงกว้างออกไปกว่าเดิม  

 

 

ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยจึงคึกคักมากนับตั้งแต่ต้นปี สะท้อนจากมูลค่าการซื้อขายต่อวันจากประมาณ 2,200 ล้านบาทในปลายปี 63 เพิ่มเป็นประมาณ 4,800-5,000 ล้านบาทในช่วงกลางเดือน ม.ค.64 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 1 เท่าตัวในเวลาแค่ไม่ถึงเดือน   

จำนวนบัญชีนักลงทุนที่มีการซื้อขาย (บัญชี Active) จาก 92,000 บัญชีในปลายปี63 เพิ่มเป็น 170,000 บัญชี (ณ 22 ก.พ.64) หรือเพิ่มขึ้น 84% ในเวลาเพียง 2 เดือน จากจำนวนบัญชีนักลงทุนคริปโทฯ ทั้งหมดในไทย 486,000 บัญชี (ณ 17 ก.พ.64) 

 

หากยังจำกันได้ในช่วงเดือนมกราคมมีผู้ลงทุนหน้าใหม่แห่เข้ามาเปิดบัญชีอย่างหนัก ขนาดที่ว่าเจ้าใหญ่อย่างบิทคับยังรับไม่ทัน กระทั่งต้องปิดปรับปรุงระบบเป็นระยะ ไหนจะมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมาก จน ก.ล.ต.ต้องสั่งให้แก้ไขระบบงานในขณะนั้น 

 

นักลงทุนรุ่นใหม่ดูเหมือนจะถูกจริตกับ “คริปโทเคอร์เรนซี” เพราะผู้ที่ลงทุนส่วนใหญ่ประมาณ 50% ของผู้ลงทุนทั้งหมดมีอายุไม่เกิน 30 ปี เงินลงทุนเฉลี่ยต่อราย 20,000 บาท และมีผู้ลงทุนที่เป็นผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 20 ปีประมาณ 3% เงินลงทุนเฉลี่ยประมาณ 6,500 บาท ก.ล.ต.เองก็รู้สึกประหลาดใจกับปรากฎการณ์ที่เยาวชนให้ความสนใจกับสินทรัพย์ชนิดใหม่มากขนาดนี้ ขณะที่ “รมว.คลัง” ก็ได้สื่อสารความห่วงใยประชาชนผ่านมายัง ก.ล.ต. ต้องให้ความรู้ผู้ลงทุนเกี่ยวกับบิตคอยน์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุน 

ภาพที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าทำไม ก.ล.ต. ถึงต้องออกแผนในระยะสั้น ด้วยการร่างเกณฑ์คุณสมบัติผู้ลงทุน เพื่อเป้าหมายในการจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ลงทุน โดยเฉพาะในสินทรัพย์ที่ผันผวนมากอย่างคริปโทฯ ที่ผู้ลงทุนหน้าใหม่ๆ เริ่มเข้ามากันมากเพื่อหวังผลตอบแทนที่รวดเร็ว โดยอาจจะยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์อย่างเพียงพอ รวมถึงอาจไม่มีความสามารถในการรับความเสียหายที่เกิดขึ้นได้   

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ดิฉันได้อ่าน รวบรวม และสรุปมาจากมุมมองของกุ้งฝอย แพลงก์ตอน ปู หมึก กุ้ง ทั้งหลายต่อเฮียริ่งนี้ในโลกออนไลน์และออฟไลน์ มีเสียงสะท้อนหนาหูว่าแนวทางที่ ก.ล.ต.เสนอมานั้นเป็นการปกป้องคุ้มครองรายย่อย หรือเป็นการจำกัดสิทธิ์พวกเขากันแน่ โดยเฉพาะคุณสมบัติด้าน “ฐานะการเงิน” ที่นักลงทุนจะต้อง “มีรายได้ต่อปี 1 ล้านบาทขึ้นไป”

 

นั่นหมายความว่านิสิตนักศึกษา มนุษย์เงินเดือนภาครัฐ ภาคเอกชน อาชีพอิสระ คือแทบจะหมดสิทธิ์ เพราะถ้ารายได้ระดับนี้เท่ากับว่าต้องมีเงินเดือน 83,000 บาทขึ้นไป  และหากไม่เข้าเงื่อนไขหนึ่งล้านบาทนี้ก็ยังมีคุณสมบัติข้ออื่นๆ ให้เทียบเคียงอีก แต่ดูแล้วก็ยังมองไม่ออกเลยว่าเหลือ “คุณสมบัติใด” ที่รายย่อยจะเข้าเกณฑ์และสามารถลงทุนได้ด้วยเงินตั้งต้นหลักร้อย/หลักพัน เหมือนที่ลงทุนกันได้อยู่ในปัจจุบันนี้ 

เมื่อคุณสมบัติไม่ผ่านจะต้องลงทุนกับ “ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล” ซึ่งใบอนุญาตนี้เพิ่งจะมีไม่นาน และขณะนี้ยังไม่ทราบมีไปขอกี่รายแล้ว ผ่านกี่รายแล้ว และจะกำหนดวงเงินเท่าไหร่ถึงจะรับบริหารให้

ถ้ามองในมุมบวกการใช้เกณฑ์รายได้หนึ่งล้านบาท ในทางหนึ่งก็น่าจะเป็นการคัดกรองคนที่มีความพร้อมด้านฐานะทางการเงินเพราะรายได้ต่อปีเป็นล้าน เสียหายมาก็ไม่น่าจะเจ็บตัวมาก แต่อีกด้านหนึ่ง เราก็เคยเห็นผู้คนมากมายที่มีเงินเป็นล้านสูญเงินจากการลงทุนได้เหมือนกัน ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของความรู้ เรื่องการตัดสินใจที่ผิดพลาด มันอยู่ที่วิธีการตัดสินใจของคนคนนั้น เป็น กระบวนการในการเรียนรู้ของแต่ละคน   

 

ดิฉันเห็นด้วยกับความห่วงใยผู้ลงทุนซึ่งเป็น “เจตนาที่ดี” ของหน่วยงานกำกับ เพียงแต่วิธีการใช้เกณฑ์รายได้ต่อปีมันดูสูงเกินไป จนระดับที่ผู้ลงทุนธรรมดาสามัญยากจะเอื้อมถึง  เข้าใจว่าร่างนี้อาจจะแค่ “โยนหินถามทาง” ดังนั้น ถ้าต่อรองได้ก็น่าจะปรับลดลงมาอีกหรือไม่ก็ใช้วิธีการ “จำกัดวงเงินการลงทุน” ตามระดับความเสี่ยงของแต่ละคน เพื่อให้นักลงทุนรายย่อยได้มีโอกาสในการศึกษาเรียนรู้ และเข้าถึงนวัตกรรมทางการเงินนี้ได้บนข้อจำกัดที่ไม่มากจนเกินไป แถมยังมีความอุ่นใจภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ผ่านผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลไทย 

นอกจากนี้ ความรู้คืออาวุธที่สำคัญดิฉันจึงเห็นด้วยในการกำหนดให้ผู้ลงทุนต้องผ่านการทดสอบความรู้ (knowledge test) ก่อนลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งการหาความรู้นั้น นอกจากที่นักลงทุนต้องศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองแล้ว ก.ล.ต.ก็อาจจะส่งเสริมอาวุธเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล

 

จัดทำเว็บไซต์กลางเหมือนกับที่ SET ทำเกี่ยวกับหุ้น ซึ่งดิฉันเห็นมี เสี่ยงสูง.com ของ ก.ล.ต.ซึ่งทำได้ดีแล้ว แต่เนื้อหายังมีน้อยไปหน่อย  

 

เพราะในอนาคตดิฉันก็อยากเห็นตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยเติบโต ประเทศไทยมีการยกระดับให้การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลถูกต้องตามกฎหมายมาตั้งแต่เดือน พ.ค.2561 หรือ 2 ปีกว่าแล้วและก็ยังมีการปรับปรุงกฎหมายอยู่เรื่อยๆ ทั้งระยะสั้น กลาง ยาว ซึ่งก็น่าจะนำไปสู่การพัฒนาตลาดแรก ตลาดรอง ให้มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล และท้ายสุดคือการที่ “สังคมทุกภาคส่วนเข้าถึงได้” 

 

ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต.ก็ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์ผู้ลงทุนคริปโทฯไว้ที่ลิงก์นี้ค่ะ https://bit.ly/3q6gp6g สิ่งที่ผู้ลงทุนหรือผู้สนใจทำได้คือ การเข้าไปตอบในแต่ละข้อว่าเรา “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย” อย่างไร และหากมีข้อเสนอแนะใดก็ตอบลงไปได้ จนถึงวันที่ 27 มี.ค.นี้ค่ะ.   

 

แล้วพบกันอีกครั้งในวันเงินเดือนออก ^_^

---------------------------------------------- 

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย  







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh