บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: บรรณาธิการบริหาร
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

pimrapas@efinancethai.com

เกณฑ์ใหม่ Cash Balance ไม่มีผลต่อตลาดฯ

เกณฑ์ใหม่ Cash Balance ไม่มีผลต่อตลาดฯ

   วันจันทร์ที่ 4 เม.ย. นี้ ที่เกณฑ์การกำกับการซื้อขายหลักทรัพย์ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตัวใหม่ จะมีผลบังคับใช้ หลังจากเมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา ได้ประกาศปรับปรุงมาตรการฯ ดังกล่าวเพื่อยกระดับ และเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ให้เหมาะสม และเพื่อที่จะป้องกันความเสี่ยงให้นักลงทุนได้ทันท่วงทีมากขึ้น ด้วยการยกระดับมาตรการให้เข้มขึ้นจากเดิม รวมทั้งเพิ่มมาตรการหยุดพักการซื้อขายชั่วคราว 1 วันทำการ เป็นมาตรการในระดับสูงสุด

 

    โดยในส่วนของรายละเอียด เกณฑ์ใหม่นั้น มีดังนี้ 
    
    มาตรการระดับ 1  จากให้ซื้อด้วยการวางเงินสด 100% ก่อนซื้อ (บัญชี Cash Balance) เป็นให้ซื้อด้วยการวางเงินสด 100% ก่อนซื้อ (บัญชี cash balance) และ ห้ามนำหลักทรัพย์ที่กำหนดมาคำนวณเป็นวงเงินซื้อขาย

    มาตรการระดับ 2 จากให้ซื้อด้วยการวางเงินสด 100% ก่อนซื้อ และ ห้ามนำหลักทรัพย์ที่กำหนดมาคำนวณเป็นวงเงินซื้อขาย เป็นให้ซื้อด้วยการวางเงินสด 100% ก่อนซื้อ และ ห้ามนำหลักทรัพย์ที่กำหนดมาคำนวณเป็นวงเงินซื้อขาย และ ห้าม Net Settlement

    และมาตรการระดับ 3 จากให้ซื้อด้วยการวางเงินสด 100% ก่อนซื้อ และ ห้ามนำหลักทรัพย์ที่กำหนดมาคำนวณเป็นวงเงินซื้อขาย และ ห้าม Net Settlement เป็น ห้ามซื้อขายชั่วคราว 1 วันทำการ (เฉพาะวันแรก) เมื่ออนุญาตให้ซื้อขาย ให้ซื้อด้วยการวางเงินสด 100% ก่อนซื้อ และ ห้ามนำหลักทรัพย์ที่กำหนดมาคำนวณเป็นวงเงินซื้อขาย และ ห้าม Net Settlement

    ทั้งนี้ มาตรการในแต่ละระดับ มีระยะเวลาเริ่มต้นจนถึงวันสิ้นสุดครั้งละ 3 สัปดาห์ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถพิจารณาขยาย หรือยกระดับมาตรการได้ เมื่อพบว่าสภาพการซื้อขายหลักทรัพย์ยังคงผิดปกติ

 

    ซึ่งล่าสุดจากข้อมูลของ บล.เอเซียพลัส ระบุรายละเอียดหุ้นที่ติด Cash Balance ณ ปัจจุบัน มีทั้งหมด 13 บริษัท เป็นการติด Cash T3 2 บริษัท, T2 3 บริษัท, T1 อีก 8 บริษัท ซึ่งมี Market Cap. รวมกัน 3.1 แสนล้านบาท (คิดเป็นสัดส่วนต่อ SET 1.56% ) และถ้าไม่รวม JTS ซึ่งเพิ่งติดล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มี.ค. จะมีMarket Cap. อยู่ที่ 5.2 หมื่นล้านบาท (คิดเป็นสัดส่วนต่อ SET 0.25%)

    โดยหุ้นทั้ง 13 ตัวประกอบด้วย ARIN JTS DITTO PRECHA GSC TVT PROEN QLT ETC CHO SANKO TCC และ MVP เพราะฉะนั้นเมื่อพิจารณาแบบนี้แล้ว ASPS เชื่อว่า ประเด็นนี้น่าจะไม่สร้างความผันผวนต่อภาพรวมตลาดมากนัก เพียงแต่น่าจะกดดันให้ความคึกคักของหุ้นที่มีการเคลื่อนไหวผิดปกติลดลงได้

    ซึ่งจะว่าไปแล้ว การออกเกณฑ์ใหม่ของตลาดฯ รอบนี้ มองแล้วน่าจะเน้นไปที่การลดความเสี่ยงให้กับนักลงทุนมากกว่า และส่งเสริมให้กลับมาโฟกัสที่ Valuation มากขึ้น

 

    อย่างไรก็ดี เรื่องเกณฑ์ใหม่ นั้นเชื่อว่าทุกคนน่าจะรู้กันดีว่า วัตถุประสงค์ที่ออกมาก็เพราะตลาดฯ ต้องการจะลดเรื่องการเก็งกำไร และการทำราคาเพื่อลดความเสี่ยงของนักลงทุนเป็นหลักมากกว่า แม้เกณฑ์ดังกล่าวอาจจะส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นในกลุ่มนี้บ้าง แต่หากเรามองที่ผลกระทบ หรือ Sentiment รวมของตลาดฯ แล้ว จะขึ้นอยู่กับประเด็นหลักใหญ่อย่างความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย กับ ยูเครนมากกว่า เพราะแม้ล่าสุดอาจจะมีสัญญาณดีขึ้น แต่สถานการณ์โดยรวมแล้วยังพลิกผันได้ตลอดเวลา

    ดังนั้นมองภาพรวมตอนนี้แล้ว ปัจจัยต่างประเทศ จึงมีผลกับความเคลื่อนไหวของตลาดมากกว่า ส่วนเรื่องเกณฑ์ Cash Balance นั้น ใครไม่มีหุ้นในกลุ่มนี้ก็คงไม่ต้องมานั่งกังวลให้เสียเวลา ส่วนใครที่มีหุ้นกลุ่มนี้อยู่ ก็อาจจะมีผลบ้างแต่เชื่อว่าน่าจะเพียงระยะสั้นเท่านั้น อย่างที่โบรกเกอร์ประเมินไว้ เพราะการลงทุนมีความเสี่ยงอยู่แล้ว อยู่ที่เราจะบริหารอย่างไร







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh