บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: บรรณาธิการบริหาร
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

pimrapas@efinancethai.com

เงินเฟ้อพุ่งหนักหน่วง กดดันเศรษฐกิจปี65

เงินเฟ้อพุ่งหนักหน่วง กดดันเศรษฐกิจปี65

    เงินเฟ้อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา พุ่ง 5.73% แม้อาจจะไม่ได้ผิดคาด เพราะหลายฝ่ายตั้งรับกันไปเรียบร้อยว่า หลังจากสินค้าอุปโภค บริโภค โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ขึ้นแล้วขึ้นอีก 

 

    ดังนั้นหากเงินเฟ้อไม่เพิ่มขึ้นสิ ถึงจะเป็นเรื่องที่แปลกกว่า เพียงแต่ว่าตัวเลขที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศออกมานั้นค่อนข้างจะสูงมาก เรียกว่าสูงสุดในรอบ 13 ปีกันเลยทีเดียว ทำให้พาณิชย์ต้องยอมปรับเป้าปี 65 ใหม่ จากระดับ 0.7-2.4% เพิ่มขึ้นเป็น 4-5% โดยหลักใหญ่ใจความก็มาจากน้ำมันล้วนๆ

    โดยสัดส่วนสินค้าในกลุ่มพลังงานมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อในเดือนที่ผ่านมามากสุดถึง 64.92% ขณะที่หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 32.64% ซึ่งการเปลี่ยนของราคาสินค้าและบริการสูงขึ้นมี 280 รายการ เช่น ค่าไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง ข้าวราดแกง กับข้าวสำเร็จรูป เนื้อสุกร ไข่ไก่ น้ำมันพืช ซึ่งล้วนแต่เป็นสินค้าในชีวิตประจำวันของเราๆ ท่านๆ ทั้งนั้น

    เห็นแบบนี้บอกได้เลยว่า ช่วงที่เหลือของปีนี้ คงได้แต่หวังว่าราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของทุกสิ่งอย่าง โดยเฉพาะการขนส่งจะปรับตัวลงมาในระดับที่เหมาะสม และที่สำคัญที่สุดก็คือ ช่วยกันภาวนาให้สงครามระหว่างรัสเซีย และยูเครน มีทางออก และหันหน้ามาเจรจาสันติภาพและยุติลงเสียที เพราะหากยิ่งยืดเยื้อรับรองผลกระทบจะยิ่งมากตามมา โดยเฉพาะต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ที่เคยหวังว่าเมื่อโควิดคลี่คลาย แล้วอะไรๆ จะเริ่มดี ก็อาจจะต้องมาเจอตัวเลขเงินเฟ้อสกัดดาวรุ่งแทน

 

    นอกจากกระทรวงพาณิชย์แล้ว คณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ก็เพิ่มเป้าเงินเฟ้อเป็น 3.5-5.5% จากเดิม 2-3% ด้วยเช่นกัน โดย กกร. ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยได้รับแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงที่สุดในรอบ 10 ปี 

    เช่นเดียวกับคาดการณ์ของแบงก์ชาติ ที่ประเมินว่าเงินเฟ้อปีนี้ จะอยู่ที่ 4.9% เป็นอัตราสูงที่สุดในรอบ 10 ปี และตัวเลขที่เร่งตัวขึ้นมานั้นจะเป็นแรงกดดันต่อการฟื้นตัวของอุปสงค์ และ กำลังซื้อในประเทศ ถึงแม้ วิกฤตรัสเซีย-ยูเครนจะกระทบการส่งออก และ การท่องเที่ยวโดยตรงไม่มากนัก แต่การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าพลังงานและโภคภัณฑ์สำคัญอื่น ๆ เช่น ปุ๋ย สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะหากทำให้ราคาอาหารสด และราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

     ต้องบอกว่าเงินเฟ้อรอบนี้กระทบต้นทุนการผลิตทุกภาคส่วน ตั้งแต่ต้นน้ำ ยันปลายน้ำ ขณะที่ประชาชนนั้น กลุ่มมนุษย์เงินเดือน ตั้งแต่คนระดับกลางลงมาจนถึงรากหญ้ารับไปเต็มๆ กับการพาเหรดขึ้นราคาสินค้ารอบนี้ เพราะแพงทุกหย่อมหญ้า แพงจนหยิบจับอะไรก็สะดุ้ง สะเทือนไปหมด ทำให้ต้นทุนชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

 

    ใครบอกว่าผลกระทบรอบนี้แค่ระยะสั้น อาจจะต้องกลับไปคิดใหม่ เพราะต่อให้สงครามจบ แต่ราคาพลังงานที่พุ่งไปไกลขนาดนั้น กว่าจะกลับลงมาสู่จุดสมดุลก็ต้องใช้เวลา ส่วนราคาสินค้าไม่ต้องพูดถึงขึ้นแล้วลงยาก 

 

    และพอเงินเฟ้อทะยานแบบนี้ คำว่าภาวะ Stagflation (สภาวะที่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ) ก็กลับมาให้เราได้ยินกันอีกรอบ หลังจาก บล.ไทยพาณิชย์ ประเมินว่าวัฏจักรเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนจากภาวะ Reflation (สภาวะที่เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว เงินเฟ้อเริ่มเพิ่มขึ้น) สู่ภาวะ stagflation (สภาวะที่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ) ซึ่งก็ต้องมาดูกันว่าทั้งปี หากเงินเฟ้อยังไม่ลดลง ก็ไม่แน่ว่าเราอาจจะเห็น Stagflation ได้ไม่ยาก

    อย่าลืมว่าปีนี้้เงินเฟ้อไม่ได้เกิดขึ้นแค่บ้านเรา แต่เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นแทบจะทั่วโลก ทั้งยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกา และกลุ่มอียู ที่เงินเฟ้อล่าสุดพุ่งไปเกือบ 8% จากราคาพลังงาน และราคาอาหารอาหารในตลาดโลก ที่เกิดจากผลกระทบจากสงครามรัสเซีย กับ ยูเครน ล้วนๆ และจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่รู้ว่าจุดจบของปัญหาจะอยู่ตรงไหน อย่าลืมว่าทั้งรัสเซีย ยูเครน ต่างก็เป็นผู้ส่งออกพลังงาน และอาหารรายใหญ่ของโลก ทั้งคู่

 

    ดังนั้นสงครามที่ยืดเยื้อ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพราะยิ่งนานวัน เราอาจจะเห็นตัวเลขเงินเฟ้อพุ่งปรี๊ดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนก็ได้ เศรษฐกิจบ้านเราปีนี้อาจจะได้กิจกรรมการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. เร็วๆ นี้ มาช่วยกระตุ้นในคึกคักบ้าง รวมไปถึงตัวเลขนักท่องเที่ยวจากการผ่อนเกณฑ์การเปิดประเทศมากขึ้น แต่เอาจริงๆ เลย ปัญหาใหญ่ และฟันเฟืองที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมทั้งปี เราจะละเลยตัวเลขเงินเฟ้อไม่ได้เลย เพราะถ้ากำลังซื้อ อุปสงค์ ในประเทศถูกบั่นทอนลง จากตัวเลขดังกล่าว จีดีพีก็คงโตได้ไม่เต็มสูบ







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh