ข่าวนี้ที่ 1

ยิงครั้งที่หนึ่ง Hot News วันที่สอง

ยิงครั้งที่หนึ่ง Hot News วันที่สอง

   "ราช กรุ๊ป (RATCH)"  ยืนยันจำเป็นต้องเพิ่มทุน ถือเป็นครั้งแรกตั้งแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เหตุต้องใช้เงินทุนก่อสร้างโครงการใหม่ - ลงทุนซื้อกิจการ(M&A) อีกหลายดีล พร้อมรักษาฐานะการเงินให้แข็งแกร่ง หวังพยุงเรทติ้งให้อยู่ในระดับ Investment Grade เพื่อออกหุ้นกู้ในต่างประเทศ คาดปิดดีลโรงไฟฟ้าถ่านหินอินโดฯ  2,045 MW ต้นปี 65 พร้อมบุ๊ครายได้ทันที มั่นใจดีลคุ้มค่า ให้ IRR ไม่ต่ำกว่า 2 หลัก

*** ยันจำเป็นต้องเพิ่มทุน เหตุมีแผนลงทุน-M&A หลายโครงการ 

    นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH  เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า ยืนยันว่าบริษัทมีความจำเป็นต้องเพิ่มทุนจดทะเบียน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เนื่องจากในช่วงหลังจากนี้บริษัทต้องใช้เงินทุนในการก่อสร้างโครงการใหม่ และการลงทุนซื้อกิจการ (M&A)โรงไฟฟ้าที่อยู่ในแผนเข้ามาเพิ่มเติมอีกหลายโครงการ โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ขณะเดียวกัน บริษัทยังต้องการรักษาสถานะทางการเงินของบริษัท ให้มีความแข็งแกร่งเอาไว้เพื่อคงต้นทุนการเงินในระดับต่ำ โดยบริษัทจะรักษาเครดิต เรทติ้ง ให้อยู่ในระดับ Investment Grade จากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ อย่างมูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส และ S&P Global Ratings ซึ่งบริษัทถือว่าเป็น 1 ใน 2 บริษัทจดทะเบียนไทย(บจ.) ที่สามารถออกหุ้นกู้ในระดับสากลได้

    นอกจากนี้ บริษัทมีนโบายที่ต้องควบคุมระดับอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ไม่ให้เกินระดับ 1.3 เท่า ตามข้อตกลงที่ทำไว้กับสถาบันการเงิน จากปัจจุบัน D/E อยู่ที่ระดับ 0.6-0.7 เท่า

*** ปิดดีลโรงไฟฟ้าถ่านหินอินโดฯ 2,045 MW ต้นปี 65 

    นายกิจจา กล่าวว่า สำหรับการประกาศซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน Paiton Energy ในประเทศอินโดนีเซีย ขนาดกำลังผลิต 2,045 เมกะวัตต์ (MW) สัดส่วนถือหุ้น 45.51% คาดว่าจะสามารถจบดีลได้ภายในช่วงต้นปี 65 ซึ่งมูลค่าเงินลงทุนยังไม่สามารถระบุได้ แต่คาดว่าจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทได้ประมาณ 930 MW และสามารถเริ่มรับรู้รายได้เข้ามาได้ทันที เนื่องจากโครงการดังกล่าวเริ่มจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว และมีสัญญาซื้อขายไฟกับรัฐบาลอินโดนีเซีย เหลืออีกประมาณ 21 ปี

    "การเพิ่มทุนครั้งนี้ เพื่อปรับโครงสร้างทางการเงินและการลงทุน เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตให้แก่บริษัท เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ถือหุ้นในระยะยาวและคุ้มค่าในการจ่ายเงินเพิ่มทุน เพราะเป็นการเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิม (RO) ซึ่งจะได้ผลตอบแทนไม่น้อยกว่าเดิม เนื่องจากคาดว่าผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินในประเทศอินโดนีเซียจะกลับเข้ามาไม่ต่ำกว่าตัวเลข 2 หลัก" นายกิจจา กล่าว

*** เดินหน้าลงทุนพลังงานทดแทน เพิ่มสัดส่วนเป็น 25% 

    ส่วนการเข้าลงทุนในโรงไฟฟ้าถ่านหินอินโดนีเซีย จะกระทบกับกระแสการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน” (Environmental, Social, Governance: ESG?) หรือไม่นั้น นายกิจกา กล่าวว่า บริษัทยังคงมุ่งเน้นการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานจากลม,แสงอาทิตย์ และน้ำ ตามเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเป็น 25% ของพอร์ตรวม

    แต่ในส่วนของการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินในอินโดนีเซีย ถือว่าเป็นโปรเจ็กแรกที่บริษัทจะเข้าไปลงทุนในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ โดยหลังจากนี้จะมีการร่วมลงทุนกับพันธมิตรท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

    ด้านแหล่งข่าวที่ปรึกษาการเงิน เปิดเผยว่า สำหรับมูลค่าเงินลงทุนในการซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน Paiton Energy ในประเทศอินโดนีเซียของ RATCH นั้น น่าจะมีมูลค่าไม่เกิน 1,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งกระบวนการการซื้อขายยังอยู่ระหว่างเจรจาข้อตกลงร่วมกัน ซึ่งยังไม่สามารถสรุปได้ แต่คาดว่าจะชัดเจนได้ในช่วงต้นปีหน้าหรือเร็วกว่านั้น

***  เพิ่มทุน 3 หมื่นลบ. เสนอขาย PPO

    RATCH แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทสไทย(ตลท.)ว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัท จาก 14,500 ล้านบาท เป็น 22,192,307,700 บาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่ จำนวน 769,230,770 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท เพื่อออกและเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม โดยไม่จัดสรรให้ผู้ถือหุ้นที่จะทำให้บริษัท มีหน้าที่ตามกฎหมายต่างประเทศ (PPO) ซึ่งมีอัตราส่วนหุ้นสามัญเดิมไม่ต่ำกว่า 1.885 หุ้น ต่อ 1 หุ้นสามัญที่ออกใหม่ โดยบริษัทจะกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้ PPO และระยะเวลาจองซื้อรวมถึงการชำระราคาหุ้นในภายหลัง และจะเสนอเข้าที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นช่วงเดือนพ.ย. 64 

    ทั้งนี้ คาดว่าการออกหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้จะมีมูลค่าเสนอขายอยู่ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท โดยราคาเสนอขายจะคำนวณ จากราคาถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ตั้งแต่ 7-15 วัน และหักส่วนลดไม่เกิน 25% ของราคาตลาด และส่งผลกระทบราคาหุ้นลดลงไม่เกิน 8.7%  และคาดว่าได้รับเงินไม่เกินมี.ค.65    

*** ซื้อโรงไฟฟ้าถ่านหินอินโดฯ 2,045 MW 

    นอกจากนี้ RATCH แจ้งว่า บริษัท อาร์เอช อินเตอร์เนชั่นแนล (สิงคโปร์) คอร์ปอเรชั่น จำกัด (RHIS) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยทางอ้อมของ RATCH  ได้ลงนามสัญญาซื้อขายหุ้นสามัญของกลุ่มบริษัทที่ดำเนินกิจการโรงไฟฟ้าพลังความร้อน โดยใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ขนาดกำลังผลิต 2,045 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่ Paiton Power Generation Complex  โดย RHIS จะเป็นผู้ถือหุ้น 45.51% ในกิจการโรงไฟฟ้า และ 65% ในธุรกิจเดินเครื่องและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าดังกล่าว ซึ่งโรงไฟฟ้าดังกล่าว มีสัญญาซื้อขายไฟกับรัฐบาลอินโดนีเซียเหลืออีก 21 ปี  

*** โบรกฯผิดหวังซื้อโรงไฟฟ้าถ่านหิน-เพิ่มทุนเร็วเกินไป

    บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เคทีบีเอสที เปิดเผยว่า มีมุมมองเป็นลบต่อกรณีเพิ่มทุนของ RATCH  เนื่องจากเป็นการเพิ่มทุนที่เร็วเกินไป โดยปัจจุบันบริษัทมี net D/E ที่เพียง 0.6x ยังมีศักยภาพในการกู้ยืมอีกมากและเพียงพอสำหรับรองรับโครงการใน pipeline ในปัจจุบัน (การใช้เงินก้อนใหญ่คาดอยู่ในปี 67-68 เพื่อ funding โรงไฟฟ้าหินกอง)

    นอกจากนี้เงินกู้ส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ระยะยาวและส่วนใหญ่ครบกำหนดหลังปี 68 สถานะการเงินยังแข็งแกร่ง ซึ่งประเมินเร็วไปที่จะเพิ่มทุน ในขณะที่การลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขัดกับ trend ใหม่ที่มุ่งหาพลังงานสะอาดมากขึ้น ขัดกับหลัก ESG ซึ่งจะเป็น negative sentiment ให้กับหุ้น โดย KTBST อยู่ระหว่างทบทวนคำแนะนำและราคาเป้าหมายใหม่ (เดิม แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 77.00 บาท)

    ด้านบล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ประเมินว่า เป็นปัจจัยลบในระยะสั้น เนื่องจากในเบื้องต้น เราไม่เห็นความจำเป็นของ RATCH ที่ต้องเพิ่มทุน เนื่องจาก net D/E ratio ที่ตํ่าเพียง 0.54 เท่า ณ สิ้น Q1/64 (71% ของหนี้ของบริษัทจะครบกำหนดชำระหลังปี 68) ซึ่ง RATCH สามารถที่จะกู้เงินได้สูง ซึ่งคาดว่า RATCH น่าจะใช้เงินในการซื้อ 3-4.5 หมื่นลบ.

    นอกจากนี้การซื้อโครงการที่เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำให้มีสัดส่วนรายได้จากไฟฟ้าถ่านหินจะเพิ่มขึ้น (ปัจจุบันอยู่ที่ 40%) ซึ่งสวนกระแสการลงทุนในปัจจุบันที่เน้นการลงทุนในพลังงานสะอาด โดยอาจส่งผลให้นักลงทุนสถาบันที่มีกฎเกณฑ์ในเรื่อง ESG ที่เข้มงวด

    โดย ทางพื้นฐาน UOBKH อยู่ระหว่างทบทวนคำแนะนำและราคาเหมาะสม สำหรับมุมมองเชิงกลยุทธ์ ราคาหุ้นอาจตอบรับเชิงลบในระยะสั้นและนิ่งรอราคาเพิ่มทุน ซึ่งอาจกระทบนักเก็งกำไรระยะสั้น แต่ไม่กระทบผู้ถือลงทุนระยะยาว



Tags:

TEST TAGS




ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด